“มะลิลา” จากการพูดคุยแลกเปลี่ยนมุมมองกันผ่าน Movie Night ใน Clubhouse โดยชาว Spark Drama

เรียบเรียงโดยน้องจีนและน้องลูกแก้ว ทีมฝึกงานของสตูดิโอ

มะลิลาเป็นหนังที่ทําให้คนดูรู้สึกถึงความเนิบนิ่งแต่สั่นสะเทือนอยู่ภายใน และถึงแม้ว่าบางคนจะบอกว่าหนังเรื่องนี้ออกจะเหมือนสารคดีมากกว่า ก็ต้องบอกเลยว่าคุณอาจจะคิดอย่างนั้นได้ถ้าคุณเป็นสายหนังแมส เพราะว่ามะลิลาเป็นหนังที่ต้องอาศัยการตีความและการเก็บรายระเอียดยิบย่อยจึงจะสามารถเสพเรื่องราวที่ผู้กํากับอย่างคุณ นุชี่-อนุชา บุญวรรธนะ ต้องการจะสื่อออกมาได้ครบถ้วน เพราะหลังจากที่เราดูหนังเรื่องนี้จนจบแล้วแต่เราไม่สามารถที่จะหยุดคิดหรือตั้งคําถามได้เลย สาเหตุก็มาจากที่ไม่ว่าเราจะเลือกมองสิ่งใดที่ปรากฏอยู่ในฉาก มันก็มักจะมีความหมายหลบซ้อนอยู่เสมอ เพราะฉะนั้นเราจึงคิดว่าถ้าใครอยากจะดื่มดํากับศิลปะชิ้นนี้จนอิ่มหนํา การดูซํ้าหลายรอบก็นับว่าเป็นความคิดที่ดีทีเดียว

ถ้าจะพูดถึงมะลิลา ก็คงจะผิดไม่น้อยถ้าไม่เอ่ยถึงนักเเสดงอย่าง เวียร์ – ศุกลวัฒน์ คณารส และโอ – อนุชิต สพันธุ์ ที่สามารถถ่ายทอดตัวละครออกมาได้อย่างสมบูรณ์แบบ ต้องเกริ่นก่อนเลยว่าเวียร์เองนั้นก็เป็นคนที่เกิดและโตที่ขอนแก่นซึ่งมันยิ่งตอกย้ำความเหมาะสมที่เวียร์จะมารับบทเป็น “เชน” หนุ่มเจ้าของสวนมะลิ และถ้าพูดถึงบทและการเเสดงแล้วเรารู้สึกได้ถึงความจริงใจและเรียบง่ายไร้ซึ่งการปรุงเเต่งในทุกๆถ้อยคําของตัวละครนี้เหมือนกับฟังเพื่อนจากต่างจังหวัดคุย กันเลยทีเดียว ตัวเวียร์เองก็สามารถที่จะสื่ออารมณ์ออกมาผ่านท่าทางและสายตาได้อย่างเยี่ยมยอดจนเราในฐานะคนดูเองก็รู้สึกเจ็บปวดไปด้วยทุกครั้ง ในส่วนของโอผู้รับบทเป็น “พิช”

ก็คงจะไม่มีคํากังขาใดๆเพราะเราเองก็คงเคยเห็นโอผ่านบทชายรักชายเรื่องอื่นมาเเล้ว แต่พอมาเห็นการเเสดงจากเรื่องนี้อีกครั้งก็คงต้องปรบมือให้ดังกว่าเดิมเพราะไม่ว่าจะเป็นรูปลักษณ์ภายนอก มือไม้ของคนเป็นช่างฝีมือ หรือนํ้าเสียง ก็ต้องขอติ้กถูกให้ทุกข้อ

ส่วนตัวเราชอบหนังเรื่องนี้ตรงจุดที่ว่าถึงแม้ตัวละครเอกทั้งสองจะเป็นชาย แต่ทว่าในมุมมองคนดูเรากลับไม่รู้สึกว่ามันเป็นเรื่องที่พิกลหรือเป็นประเด็นเลยถ้าเทียบกับหนังเกย์หลายๆเรื่องที่มักจับประเด็นนี้มาเป็นปัญหาหลัก ทุกสิ่งที่เราเห็นผ่านตัวละครนั้นเป็นเพียงเรื่องราวความรักและความหวังดีที่คนสองคนมีให้กันเท่านั้น และเราก็หวังว่าจะมีภาพยนตร์ที่มีไอเดียแบบ Genderless ให้ผู้ชมได้เห็นมากขึ้น

เรื่องนี้ยังกล่าวถึงศาสนา และความเชื่อต่างๆไม่ว่าจะเป็นความเชื่อเรื่องผีปอบ พิธีกรรมไล่ผี รวมไปถึงการบวช และที่สำคัญ ความรักและความปรารถนาดีของตัวละครได้ถูกถ่ายทอดโดยผ่านความเชื่อและประเพณีไทย พิชที่ตั้งใจประดิษฐ์บายศรีด้วยความประณีตและอ่อนโยนให้เชนที่ต้องเจอเหตุการณ์เลิกรากับภรรยาและสูญเสียลูกสาวเพียงคนเดียว โดยเชื่อว่าเป็นการเรียกขวัญกลับมาและส่งเสริมพลังใจให้เข้มแข็ง ส่วนเชนก็ตั้งใจที่จะบวชให้พิชหลังจากที่พิชต้องเจอกับความทรมาณจากโรคร้ายเช่นกัน ด้วยความหวังที่จะสามารถช่วยให้อาการดีขึ้นและจะต่ออายุให้กับพิชได้ จากที่กล่าวมาทำให้เราได้ตระหนักถึงชีวิตของแต่ละคนนั้นก็มีทั้งความทุกข์และปัญหาส่วนตัวที่แตกต่างกันออกไปเป็นสัจธรรมของมนุษย์

หนึ่งสัญลักษณ์ที่มีความหมายและตราตรึงใจเราในฐานะคนดูนั้นก็คือการนําบายศรีมาเป็นสัญลักษณ์ของชีวิตคน ที่ว่าการทําบายศรีนั้นต้องใจความตั้งใจมากผิดพลาดนิดเดียวก็อาจจะทําให้สิ่งที่ทํามาทั้งหมดพังทลายลงได้ แต่เมื่อทำเสร็จไม่เท่าใดก็เหี่ยวเฉาเสียเเล้ว เปรียบได้เหมือนกับชีวิตของคนที่ไม่ว่าเราจะผ่านทุกข์หรือสุขมาเท่าใดเราก็จําต้องปล่อยวางราวกับบายศรีที่ต้องลอยไปตามกระแสน้ำจึงจะเสร็จสมบูรณ์

ครึ่งหลังของเรื่องมะลิลานั้นได้กล่าวถึงตัวละครเอก “เชน” ที่ได้ตัดสินใจออกบวช แล้วเป็นช่วงเวลาที่พระเชนได้เจอกับศพ ซีนนี้แสดงให้เห็นถึงการพัฒนาทั้งความคิดและการแสดงออกของตัวละครในแต่ละครั้งที่มองดูกับร่างที่ไร้วิญญาณซ้ำไปมาหลายครั้ง เริ่มด้วยการอาเจียนแล้วก็พยายามตั้งสติ แสดงให้เห็นถึงจิตวิยาของตัวละครผ่านทางสายตาและแรงสั่นสะเทือนจากข้างใน เราสามารถสัมผัสได้หลากหลายความรู้สึกไม่ว่าจะเป็น ความกลัว ความเหม็นเน่า ความสงสารไปจนถึงความเข้าใจในสัจธรรมของชีวิต

สุดท้ายนี้เราไม่แปลกใจเลยที่ “มะลิลา” ภาพยนต์ไทยอิสระเรื่องนี้คว้าถึง 7 รางวัลใหญ่ในงานประกาศรางวัลภาพยนต์แห่งชาติ สุพรรณหงส์ ครั้งที่ 28 ไม่ว่าจะเป็น ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม ผู้กำกับยอดเยี่ยม บทภาพยนตร์ยอดเยี่ยม ถ่ายภาพยอดเยี่ยม กำกับศิลป์ยอดเยี่ยม ผู้แสดงนำชายยอดเยี่ยม และผู้แสดงสมทบชายยอดเยี่ยม เพราะทุกคนร่วมแรงร่วมใจกันถ่ายถอดความสวยงามและความโรแมนติกได้อย่างสมบูรณ์และมีคุณค่า

Posted by:Boon Pitchayut